Homeท่องเที่ยววิธีเลือกกระเป๋าเดินทางให้เหมาะกับการใช้งานในทริปท่องเที่ยว

วิธีเลือกกระเป๋าเดินทางให้เหมาะกับการใช้งานในทริปท่องเที่ยว

การเดินทางไปท่องเที่ยวหรือไปทำงาน กระเป๋าเดินทางเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพื่อให้บรรจุสัมภาระที่จำเป็นได้หมด และรักษาสภาพของสิ่งของภายในไม่ให้เสียสภาพ การเลือกกระเป๋าเดินทางให้เหมาะกับการใช้งานจึงต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและความชอบของผู้เดินทางด้วย ซึ่งเราก็มีวิธีการเลือกซื้อกระเป๋าเดินทางมาแนะนำดังนี้

ข้อควรพิจารณาในการเลือกกระเป๋าเดินทาง

1. เลือกประเภทกระเป๋า

1.1 กระเป๋าเดินทางล้อลากแบบแข็ง (Hard Case)

กระเป๋าชนิดนี้เป็นกระเป๋าเดินทางล้อลากแบบแข็ง มีให้เลือกหลากสีสัน วัสดุที่ใช้ผลิตส่วนใหญ่เป็น โพลีคาร์บอเนต (PC) และอะคริโลไนไตรล์-บิวทาไดอีน-สไตรีน (ABS) ทำให้มีความแข็งแรง คงทนต่อแรงกระแทก

  • ข้อดี : มีความแข็งแรงทนทาน ทนต่อการกระแทก น้ำหนักเบา ทำให้ไม่ต้องห่วงว่าของภายในกระเป๋าจะเสียหาย เช็ดทำความสะอาดได้ง่าย กันน้ำได้ทำให้ไม่ต้องห่วงเวลาฝนตก เสื้อผ้าข้างในไม่ชื้น และกันการกรีดกระเป๋าเพื่อการขโมยของได้
  • ข้อเสีย : ไม่มีความยืดหยุ่น ทำให้บางครั้งการเก็บต้องใช้พื้นที่มาก และถ้าคุณภาพของวัสดุไม่ดี กระเป๋าเดินทางก็จะแตก เกิดรอยขีดข่วนได้ง่าย ซึ่งไม่สามารถเย็บซ่อมแซมได้ ทำให้ค่ารักษาซ่อมแซมมีราคาแพง ถ้าเสียก็อาจจะต้องซื้อใบใหม่

1.2 กระเป๋าเดินทางล้อลากแบบผ้า (Soft Case)

กระเป๋าเดินทางแบบผ้า วัสดุมักทำจากผ้าโพลีเอสเตอร์ผสมไนล่อน ทำให้มีความยืดหยุ่นสูง ไม่ต้องกังวลเรื่องการแตกหัก แต่จะมีน้ำหนักมากกว่ากระเป๋าเดินทางแบบแข็ง

  • ข้อดี : มีความยืดหยุ่น สามารถจุของได้มากขึ้นจากความยืดหยุ่นนี้ การเก็บไม่กินพื้นที่ บางรุ่นสามารถกันน้ำได้ และมักมีราคาถูกกว่ากระเป๋าเดินทางแบบแข็ง
  • ข้อเสีย : ป้องกันการกระแทกให้สิ่งของภายในไม่ได้เท่าแบบแข็ง ถ้าเป็นรุ่นที่ราคาถูกอาจกันฝนไม่ได้ เสื้อผ้าที่เก็บไว้ในกระเป๋าอาจยับระหว่างเดินทาง ไม่ควรเก็บสิ่งของที่แตกหักได้ไว้ในกระเป๋าเดินทางแบบผ้า และอาจถูกกรีดขโมยของได้

1.3 กระเป๋าแบ็คแพ็ค (Backpack)

กระเป๋าแบ็คแพ็คคือกระเป๋าเป้สะพายหลัง บรรจุของสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวแบบแบ็คแพ็ค มักทำจากผ้าที่มีความทนทานต่อการฉีกขาด รอยเย็บแข็งแรงทนทาน เบาแต่เหนียว รับน้ำหนักมากได้ดี และมีโครงสร้างที่ดีต่อการสะพายหลัง ทำให้สะพายนานๆ แล้วไม่เมื่อย มักมีสายรัดเอวและหน้าอกเพื่อให้กระชับ บางรุ่นสามารถกันน้ำได้และมีช่องระบายอากาศด้านหลังทำให้ไม่เปียกชื้นเหงื่อ

  • ข้อดี : เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบเดินทางแบบแบ็คแพ็ค แบบพกกระเป๋าสัมภาระติดตัวตลอดเวลา มีโครงสร้างที่ดีทำให้สะพายนานๆ ไม่ปวดหลัง รับน้ำหนักได้มาก
  • ข้อเสีย : รุ่นที่ราคาถูกอาจมีโครงสร้างที่ไม่ดี สะพายนานๆ แล้วปวดหลัง ไม่กันน้ำกันฝน การตัดเย็บถ้าไม่ดีก็จะทำให้กระเป๋าขาดได้ง่าย

2. เลือกขนาดกระเป๋า

2.1 กระเป๋าเดินทางแบบล้อลาก

  • เดินทาง 1-3 วัน ควรใช้กระเป๋าขนาด 18-20 นิ้ว
  • เดินทาง 4-6 วัน ควรใช้กระเป๋าขนาด 24 นิ้ว
  • เดินทาง 7-10 วัน ควรใช้กระเป๋าขนาด 28 นิ้ว

2.2 กระเป๋าแบ็คแพ็ค

  • เดินทาง 1-2 วัน ควรใช้กระเป๋าขนาด 10-30 ลิตร
  • เดินทาง 2-5 วัน ควรใช้กระเป๋าขนาด 25-32 ลิตร (ขนาดนี้เป็นขนาดที่ใหญ่ที่สุดที่สามารถถือขึ้นเครื่องบินได้)
  • เดินทาง 5-7 วัน ควรใช้กระเป๋าขนาด 32-40 ลิตร
  • เดินทาง 8-14 วัน ควรใช้กระเป๋าขนาด 40-70 ลิตร

โดยทั่วไปสารการบินจะกำหนดน้ำหนักสัมภาระที่สามารถถือขึ้นเครื่องได้ไม่เกิน 7 กิโลกรัม แต่ก็มีบางสายการบินที่รับถึง 10 กิโลกรัม เช่น นกสกู๊ต บริติชแอร์เวย์ เป็นต้น จึงจำเป็นต้องคำนึงขนาดและน้ำหนักกระเป๋าในส่วนนี้ด้วย

การเลือกใช้งานกระเป๋าเดินทางควรใช้งานให้ถูกตามคุณสมบัติและความจุ ไม่ควรใส่ของที่หนักเกินกว่าที่กระเป๋ารับไหว หรือยัดสิ่งของลงไปมากเกินไป เพราะจะทำให้กระเป๋าเสียรูปทรง หรืออาจชำรุดเสียหายไปเลยก็ได้

Lifestyleissue
Lifestyleissue
อัปเดตบทความไลฟ์สไตล์ดีๆ มีประโยชน์ และสาระน่ารู้แบบรอบด้าน

บทความล่าสุด